CH | EN | TH

Travel Turkey Part 1

2019-11-04

“ยลสุเหร่า ขึ้นบอลลูน บนแผ่นดินสองทวีป.” กับเคนทาโร่


เมื่อพูดถึงแผ่นดินสองทวีป คงหนีไม่พ้นตุรกี ดินแดนที่ตะวันออกบรรจบกับตะวันตก ที่แวดล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมของสองอารยธรรมทั้งคริสต์และอิสลาม และเรื่องราวของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของสองศาสนาที่ดินแดนแห่งนี้ และที่นำพาผู้เขียนมาถึงดินแดนแห่งนี้ก็เพราะตามรอยนิยายของนักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนแห่งยุคอย่างแดน บราวน์ จากเรื่อง Inferno เมื่อศาสตราจารย์ โรเบิร์ต แลงดอน ตัวละครเอกของแดนบราวน์ ได้ไปท่องบนแผ่นดินสองทวีป แล้วบรรยายถึงสถาปัตยกรรมและปะติมากรรมสุดคลาสสิคของอาเกีย โซเฟีย ที่อิสตันบู (Hagia Sophia, Istanbul)

ผู้เขียนวางแผนจะไปตุรกีมาหลายปีแล้วแต่ก็มีอันต้องพับแผนไปหลายครั้งจนปีนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปตามฝัน การเตรียมตัวก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก แค่ซื้อทัวร์ก็เตรียมเก็บกระเป๋าเดินทางได้เลย ไม่ต้องไปทำวีซ่า เพราะตุรกีเปิดโอกาสให้คนไทยเดินทางไปตุรกีได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า

เมื่อได้เวลาก็เก็บกระเป๋าไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ โดยผู้เขียนเดินทางด้วยสายการบินเตอร์กีสแอร์ไลน์ กับเที่ยวบินที่ออกราวๆ 23.00 น. จากสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อสัปดาห์ก่อน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมงเศษ ไปถึงทีอีสตันบูประมาณ 05,00 น. (เวลาที่ตุรกีช้ากว่าเมืองไทย 4 ชั่วโมง) พอได้กระเป่าจากสายพาน ก็ลุยกันเลย จากสนามบินก็ไปพระราชวังโดลมาบาร์เช่ (Dolmabahce) พระราชวังที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ที่สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด (Abdul Mecit) ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี มีสถาปัตยกรรมในแบบตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป

สัมผัสแรกที่เห็นพระราชวังแห่งนี้ คือ ความงามในแบบตะวันตก ทั้งตัวอาคาร เสา คาน และลายสลัก แต่เมื่อเข้าไปภายในพระราชวัง ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นตะวันออก ทั้งเฟอร์นิเจอร์ พรม โคมไฟ เครื่องแก้วเจียระไน และรูปเขียน รูปถ่ายต่างๆ จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คือ โคมไฟ ที่อสังการงานสร้างทุกห้องที่มีอยู่กว่า 200 ห้อง และที่มีชื่อเสียงมาก คือ โคมไฟแชนเดอเลียร์ ของขวัญจากพระราชินี้อังกฤษ ทำจากแก้วคริสทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหนักถึง 5,000 กิโลกรัม ประดับดวงไฟ 750 ดวง พรมทอมือผืนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสาหินอ่อนบันไดทางขึ้นห้องโถงตรงราวทำด้วยไม้วอลนัต ลูกกรงราวบันไดทำด้วยแก้วคริสทัล สวยงามน่าทึ่งมาก พรมชั้นเลิศราคาแพงที่สุดในโลก ทอโดย Cinar ในตุรกี เครื่องแก้วเจียระไนจากโบฮีเมีย ดีที่สุดในโลกของสาธารณรัฐเช็ก หินอ่อนจากอียิปต์มาทำห้องอาบน้ำ (เซาน่า) ในรูปแบบที่เรียกว่า เตอร์กิชบาธ นับเป็นพระราชวังที่อลังการงานสร้างที่ลงตัวกับทัศนียภาพของทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัส

ใครที่ชอบพระราชวัง ต้องไม่พลาดไปชมพระราชวังโดลมาบาร์เช่ ที่สะท้อนตัวตนและความเป็นตุรกีที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งแบบ East met West ได้อย่างลงตัวไม่มากหรือน้อยเกินไป

พระราชวังเปิดทุกวัน 09:30-16:00 น. หยุดวันจันทร์และพฤหัสบดี นอกจากนี้ยังมีประตูทางเข้า หอนาฬิกา สวนริมทะเล อุทยาน นาฬิกา ดอกไม้ น้ำพุ สระน้ำ รูปปั้น รูปสลักต่างๆ วางประดับไว้อย่างลงตัว น่าชื่นชมในรสนิยมของสุลต่านแห่งออตโตมันเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าเดินกันได้ทั้งวันไม่มีเบื่อเลยทีเดียว


เที่ยวสุเหร่าฮาเกีย โซเฟีย(Hagia Sophia)

อย่างที่เขียนไว้ตอนต้นว่า ความตั้งใจของผู้เขียนคือมาชมความงามของฮาเกีย โซเฟีย หรือ สุเหร่าโซเฟีย ที่ผสมผสานและบอกเล่าเรื่องราวของตุรกีในฐานะที่เป็นดินแดนของศาสนาคริสต์ในอดีตและอิสลาม ในปัจจุบัน

ฮาเกีย โซเฟีย เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา นิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ในปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสุเหร่าสีน้ำเงิน หรือ Blue Mosque

ฮาเกีย โซเฟีย หรือ สุเหร่าโซเฟีย เป็นวิหารที่มีโดมขนาดใหญ่กลางวิหาร อายุ 1,500 กว่าปี ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง และยังเป็นสถานที่สำคัญของวงการศิลปะของโลกอีกด้วย โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ถึงสามครั้ง ครั้งแรกโบสถ์ใหญ่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 360 และโบสถ์รองถูกสร้างขึ้นภายหลังในปี ค.ศ. 415

ต่อมาในวันที่ 13 มกราคมปี ค.ศ. 532 หลังเกิดการจลาจลของประชาชนจึงทำให้โบสถ์ถูกทำลายอย่างหนัก ในประวัติศาสตร์ระบุไว้ในสถาบันอิสตันบูลว่า เพียงไม่นานโบสถ์ก็ได้เริ่มถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 532 และใช้เวลาเพียงแค่ช่วงสั้นๆ โบสถ์แห่งนี้ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยฝีมือของสถาปนิกที่มีชื่อเสียงอย่าง Isidoros (Milet) และ Anthemios (Tralles) ซึ่งมุมมองการออกแบบของพวกเขาทำให้รูปแบบของโบสถ์ ณ ปัจจุบันนี้ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่ตอนนั้น

โดยโครงสร้าง การออกแบบของสถาปนิกทั้งสองนั้น พวกเขาได้ติดตั้ง เสา 104 คอลลัมม์ แบ่งเป็น 40 คอลลัมม์ ในชั้นล่าง และ 64 คอลลัมม์ ไว้ในชั้นของแกลลอรี่ โดมถูกออกแบบให้มีความสูงถึง 56 เมตร จากระดับพื้นดิน ปูพื้นด้วยหินปูนที่ถูกวาดสีสันลวดลายเป็นวงกลมอย่างงดงาม การตกแต่งภายในถูกแต่งเติมไปด้วยหินอ่อน ภาพของพระเยซู จอนห์ผู้ล้างบาป พระแม่มารี รวมถึงจักรพรรดิแห่งดินีโซและพระสวามี คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ภาพเหล่านี้มีอายุเก่าแก่มากคาดว่าถูกทำขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่12 และทางเข้าโดมนั้นยังมีภาพโมเสคเทวทูตผู้พิทักษ์ 6 ปีกของพระเจ้าที่มีอายุกว่า 700 ปีประดับอยู่ 4 ตัว เขาว่ากันว่าเทวทูตเหล่านี้ถูกทำให้หลับใหลอยู่ในความมืดมากว่า 160 ปี หลังจากถูกปลดปล่อยเลยมีใบหน้าสว่างเมื่อพระอาทิตย์ในตอนกลางวันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้แล้วกลางห้องโถงของวิหารสุเหร่าโซเฟียยังเป็นที่ตั้งบัลลังก์เก่าจักรพรรดิอีกด้วย ซึ่งใกล้ๆ กับบัลลังก์นั้นจะมีเสาประดับอยู่ เชื่อว่าเป็นเสารักษาโรค สร้างขึ้นเพื่อรักษาอาการไมเกรนของท่านจักรพรรดินั่นเองค่า ภายหลังเมื่อสิ้นสุดสงครามโรมมัน ฟาติ สุลต่าน มูฮาเหม็ด ได้พิชิตเมืองมาได้ในปี ค.ศ. 1453 โบสถ์แห่งนี้ได้ถูกปรังปรุงให้เป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาของชาวอิสลาม ที่เรียกกันว่า “สุเหร่าโซเฟีย”

ฮาเกีย โซเฟีย จึงเป็นสุเหร่าของศาสนาอิสลามที่ยังคงมีรูปของพระแม่มารี และสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์และสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามอย่างบทสวดที่เป็นอักขระตัวอักษรอารบิกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผนวกกับเทียนอีกนับร้อยๆ ดวง สร้างสีสันให้กับสุเหร่าแห่งนี้สำหรับผู้มาเยือนชาวพุทธแบบเรา


มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque)

พอออกมาจากฮาเกีย โซเฟีย ข้ามมาอีกฝั่งก็เป็น มัสยิดสีน้ำเงิน หรือ “บลูมอสก์” สถานที่สำคัญและโด่งดังระดับโลกของตุรกี ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1606 – 1615 แห่งยุคการปกครองของอาหม็ดที่หนึ่ง ภายในอาคารจะมีชั้นใต้ดินคือส่วนหลุมฝังศพของผู้รวมก่อตั้งมัสยิดแห่งนี้ ส่วนพื้นที่โถงด้านในจะเป็นพื้นที่ให้การศึกษา และบ้านพักสำหรับผู้ป่วยที่ยากไร้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังสุดๆ อีกด้วย

“มัสยิดสีน้ำเงิน” ถูกเรียกตามลักษณะของสถานที่แห่งนี้ โดยมีการตกแต่งออกแบบภายในด้วยกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นในสีฟ้าสดใส เป็นลายดอกไม้ ทั้งอาคาร มีหอมินาเร็ตหรือหอสวดมนต์ 7 หอ การจัดวางพื้นที่ของอาคารต่างๆ ถูกจัดวางเป็นรูปตัวยูได้อย่างสวยงาม โดยลักษณะภายนอกสามารถมองเห็นได้จากสุเหร่าโซเฟีย เราจะเห็นมัสยิดสีขาวหินอ่อนที่ตั้งตระหง่าน ถูกยึดไว้ด้วยเสาคอลลัมม์ปลายยอดแหลมสูงเสียดฟ้าที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวที่มาเยือน

การเข้าขมมัสยิดแห่งนี้สามารถเข้าชมได้ฟรี แต่ว่าก็จะมีกฏเกณฑ์ต่างๆ ให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น การแต่งกาย ซึ่งผู้ชายต้องแต่งตัวสำรวม ใส่กางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงจะต้องแต่งตัวสำรวมใส่กางเกง หรือกระโปรงยาว และจำเป็นต้องใส่ผ้าคลุมหัวที่ทางมัสยิดจะจัดไว้ให้ แล้วก่อนที่จะเข้าไปด้านใน จะต้องถอดรองเท้าใส่ถุงถือเข้าไปภายในอาคารและ ภายในอาคารก็จะมีป้ายบอกว่าให้เราสำรวม ไม่ส่งเสียงดัง เพราะสถานที่นี้ยังเป็นพื้นที่ที่มีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนาอยู่ทุกๆ วัน อย่างเช่น ที่นี่จะมีการจัดละหมาด 5 ครั้งต่อวัน รวมถึงช่วงพิธีรอมฎอน มัสยิดนี้ก็จะมีการสวดอย่างต่อเนื่องตลอด 1 เดือนเต็ม


คอนเทนท์แนะนำ
Travel Turkey Part 2 : ขึ้นบอลลูนชมเมืองคัปปาโดเชีย



ABOUT THE CONTRIBUTOR
เคนทาโร่

FOLLOW PADTHAI