CH | EN | TH

Travel Turkey Part 2

2019-11-04

“ยลสุเหร่า ขึ้นบอลลูน บนแผ่นดินสองทวีป.” กับเคนทาโร่


ขึ้นบอลลูนชมเมืองคัปปาโดเชีย


จากอีสตันบู ผู้เขียนนั่งเครื่องบินสายการบินภายในประเทศจากเมืองอิสตันบูสู่เมืองคัปปาโดเชีย (Cappadocia) ซึ่งเป็นเมืองที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว สถานที่ยอดฮิตที่ใครๆ ก็ต่างแชร์รูปบอลลูนหลากสีที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าชวนให้อยากจะรีบจองตั๋วบินไปตุรกีกันเลยที่เดียว ผู้เขียนก็ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เมื่อมาตุรกีต้องมา เมืองคัปปาโตเซีย

จากอีสตันบูมาคัปปาโตเซีย ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ระยะเวลาเดินทางประมาณกรุงเทพไปเชียงราย หรือแม่ฮ่องสอน คัปปาโตเซีย เป็นเมืองแห่งภูเขาไฟ ทำให้สภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยแท่งหินปูนที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 3 ล้านปีก่อน แล้วลาวาเหล่านั้นก็ได้ก่อตัวเป็นชั้นแผ่นดินใหม่ โดนลม น้ำกัดเซาะ จนกลายเป็นรูปกรวยคว่ำ เป็นทรงคล้ายกับกระโจม โดม กระจายอยู่เต็มเมือง จึงถูกขนานนามว่า “ดินแดนแห่งปล่องไฟนางฟ้า”

การขึ้นบอลลูมชมเมืองจึงเป็นวิธีการชมเมืองคัปปาโตเซีย ที่ได้บรรยากาศโดยเฉพาะการขึ้นบอลลูนชมเมืองยามเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะได้เห็นทัศนียภาพที่งดงามของแสงแรกของวัน ตอนขึ้นบอลลูนก็จะรู้สึกเสียวๆ หน่อย แต่พอขึ้นไปแล้ว ได้อารมณ์ของการสัมผัสธรรมชาติมากกว่าการขึ้นเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์เยอะ และที่สำคัญได้เห็นทัศนียภาพรอบตัวแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว วันที่ผู้เขียนขึ้นบอลลูนถือว่าสภาพอากาศดี บอลลูนบินวนอยู่ประมาณชั่วโมงเศษ ด้วยงบประมาณต่อคนอยู่ที่ 180 ดอลลาร์ หรือราวๆ 6,000 บาทต่อคน

พอลงจากบอลลูน ผู้เขียนกับเพื่อนๆ ก็ไปลุยกันต่อที่ นครใต้ดิน (Underground City) แห่งคัปปาโดเชีย เป็นนครใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อ 2-3 พันปีก่อนคริสตกาล มีกลุ่มคนที่เรียกว่า อัสซีเรีย ได้มายึดพื้นที่คัปปาโดเชียสร้างเป็นอาณาจักรของตัวเอง ต่อมาภายหลังเริ่มเข้าในช่วงคริสตกาลแล้ว ได้มีการบุกรุกของชาวโรมัน ทำให้ก่อเกิดสงครามขึ้นบนแผ่นดินของเมืองนี้ ทำให้ชาว อัสซีเรีย หรือ ชาวคัปปาโดเชียยุคแรกก็ได้มีการขุดเจาะพื้นดินลึกลงไปกว่า 10 ชั้น สร้างเป็นเมืองใต้ดินเพื่อเป็นหลุมหลบภัย แต่สงครามครั้งนั้นกินระยะเวลายาวนานมาก พวกเขาทำการขุดเจาะไปเรื่อยๆ จนใต้พื้นดินคัปปาโดเชียกลายเป็นเมืองอีกหลายๆ เมือง แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุด ชื่อว่า เดอรินกูยู (Underground City of Derinkuyu) มีทั้งหมด 8 ชั้น ลึก 85 เมตร ภายในมีทั้ง โบสถ์คริสจักร โรงเรียนสอนศาสนา โรงเก็บไวน์ คอกไม้ และบ่อน้ำ

การเดินทางลงไปนครใต้ดิน ต้องมุดเข้าไปบางช่วงก็ต้องย่อตัวเพื่อที่จะเดินผ่านไปตามทางเพื่อที่จะลงไปเจอกับห้องต่างๆ ที่ถูกออกแบบไว้ ที่ผู้เขียนได้เข้าไปพื้นที่ด้านหน้าจะเป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ พอถัดไปก็จะเป็นที่เก็บองุ่นสำหรับทำไวน์ จากนั้นก็จะมีห้องครัว โบสถ์ และอื่นๆ มันน่าอัศจรรย์ตรงที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างคือ สิ่วและค้อน (อันนี้ตามที่ไกด์บอก)

การเดินทางลงไปนครใต้ดิน ทำให้ผู้เขียนอัศจรรย์กับความสามารถของมนุษย์และพลังศรัทธาในการต่อสู้เพื่อความเชื่อและความอิสระในการคิดและการใช้ชีวิตของตัวเอง เพราะแค่เดินลงไปผู้เขียนยังรู้สึกว่ายาก แต่การสร้างเมืองแห่งนี้เมือเกือบสามพันปีก่อน ผู้เขียนคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำได้ไหมถ้าไม่มีศรัทธาและความพยายามที่แรงกล้าของผู้คนในยุคสมัยนั้น

นครใต้ดินสามารถเข้าชมได้ช่วงฤดูร้อนเปิดเวลา 8.00 – 19.00 น. ส่วนช่วงฤดูหนาวจะเปิดเวลา 8.00 – 17.00 น. ค่าเข้าชม 20 TL หรือ ประมาณ 120 บาท (1 TL ประมาณ 6 บาทไทยอัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน)

เมื่อมาคัปปาโตเซีย ต้องมาที่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ (Göreme Open Air Museum) แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของ“ดินแดนแห่งปล่องไฟนางฟ้า” พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ ได้รับบันทึกอยู่ใน UNESCO World Heritage List ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984 เกิดขึ้นจากการขุดเจาะถ้ำหินหลายลูก และสร้างเป็นโบสถ์ในยุคสมัยศตวรรษที่ 3 ถึง 8 ด้วยความต้องเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ภายในถ้ำจะถูกออกแบบให้ผนังสูง โค้ง ตกแต่งด้วยรูปปั้นจิตกรรมฝาผนัง ทาสีแดง ลักษณะแบบโบสถ์เซนต์บาร์บารา ส่วนของกำแพงโบสถ์นั้นก็จะถูกเจาะตามรูปทางเรขาคณิต

ถ้ามองจากด้านนอกนี่นึกว่าเป็นบ้านชนเผ่ายุคหิน แต่พอได้เข้าไปด้านในถึงได้รู้ว่า เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ มีภาพเขียนสีที่มาอายุมากกว่าพันปี ที่ยังคงงดงามและบอกถึงความมีอยู่ของศาสนาคริสต์บนแผ่นดินอิสลามในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์สามารถมาเยี่ยมชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 19.00 น. ค่าเข้าชม 15 TL หรือ ประมาณ 90 บาท


เที่ยวกันเหนื่อยแล้วก็ถึงเวลากลับบ้านเรา แต่อยากบอกว่า ถ้ามีโอกาสก็จะมาอีกเพราะยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป ถ้าจะเที่ยวให้ทั่วคงต้องอยู่กันเกินสัปดาห์ สำหรับการเดินทางของผู้เขียน 5 วัน 7 คืน ก็ใช้งบประมาณราวๆ 40,000 บาท อันนี้รวมค่าขึ้นบอลลูนด้วย ส่วนค่าครองชีพที่ตุรกีไม่แพงมากสินค้าที่ขายในประเทศนี้ก็ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือต่อรองได้ สินค้าบางรายการต่อรองได้มากกว่าร้อยละ 50 กันเลยทีเดียว

ของขวัญของฝากที่น่าซื้อก็จะเป็น Evil Eye พรม เครื่องประดับเงิน งานเพ้นท์จาน และงานศิลปะ ที่มีสีสันและมีกลิ่นไอของความเป็นตะวันออกมากกว่าตะวันตก แล้วพบกันใหม่กับทริปดีๆ ที่จะมาแนะนำกัน….


คอนเทนท์แนะนำ
Travel Turkey Part 1 : “ยลสุเหร่า ขึ้นบอลลูน บนแผ่นดินสองทวีป.” กับเคนทาโร่



ABOUT THE CONTRIBUTOR
เคนทาโร่

FOLLOW PADTHAI