CH | EN | TH
Music

Repeat After Me: LODI X NEXT IDOL

2020-11-24

Repeat After Me: LODI X NEXT IDOL

ดาบสองคมของรายการทีวีไทย ㅡ จับตาดู LODI X NEXT IDOL รายการแข่งขันไอดอลเซอร์ไววัลจาก Workpoint TV


นับเป็นการเปิด Episode แรกแบบดุเดือด สำหรับรายการใหม่แกะกล่องจาก Workpoint TV ช่อง 23 อย่าง LODI X NEXT IDOL (โลดิ เอ็กซ์ เน็กซ์ ไอดอล) รายการไอดอลเซอร์ไววัล แข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดไอดอลไทยโดยรวบรวมไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปจำนวน 20 วง ได้แก่ Fever, Sixter, Sumomo, Pretzelle, I-MI, Daisy Daisy, AKIRA KURØ, Secret12, RedSpin, Cheesy Pie, Melt Mallow, Ameryu, Tossagirls, Aster, WISH23, SY51, Violet Wink, Siam Dream, Shining Stars และ S16 New Gen Project มาร่วมเข้าแข่งขัน โดยมีกันต์ กันตถาวร รับหน้าที่พิธีกร โดยรายการจะออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลาประมาณ 21:45 น.

สิ่งที่แปลกใหม่คือกฏของรายการในรอบแรก กันต์จะทำการจับฉลากชื่อวงที่จะต้องขึ้นแข่งขันมา 1 วง และเปิดโอกาสให้อีก 19 วงที่เหลือ ยกธงเพื่อขอท้าชิง หากมีวงที่ยกธงมากกว่า 1 วง อีกฝ่ายจะมีโอกาสเลือกว่าอยากแข่งขันกับผู้ท้าชิงวงใด โดยทั้งสองวงจะทำการ Battle กันด้วยเพลงของตนเอง และตัดสินโดยการโหวตจาก 3 กรรมการอย่าง ครูเงาะ / กอล์ฟ พิชญะ / จันจิ อดีตเกิร์ลกรุ๊ปสาวสุดฮอตวง GAIA (ไกอา) ทีมที่ได้คะแนน 2 ใน 3 จะผ่านเข้ารอบ ส่วนทีมที่แพ้จะถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที

ในสัปดาห์แรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาวงที่ทำการเข้าแข่งขันคือวง FEVER วงไอดอลสายอินดี้จากค่าย Roamrun Entertainment ที่เลือกเพลง The Feeling จากซิงเกิ้ลชุดที่ 2 ‘Undergroud’ มาโชว์ และเฉือนเอาชนะผู้ท้าชิงอย่าง RedSpin ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปจากค่าย BH BrickHouse ที่เลือกแสดงเพลงน่ารักอย่าง แฟนในอนาคต (Tie Me Up) ซึ่งเป็นเพลงฮิตติดหูจากแอพพลิเคชั่น TikTok

งานนี้เลยเกิดกระแสดราม่าขี้นเพราะมีการตั้งคำถามต่อการตัดสินของกรรมการทั้ง 3 คนว่าไม่ยุติธรรม และทำให้ชาวเน็ตจำนวนหนึ่งพุ่งเป้าโจมตีไปที่วง Fever ซึ่งเป็นผู้ชนะอย่างรุนแรง ว่าไม่คู่ควรกับผลการตัดสิน เรียกได้ว่าดราม่ากันฝุ่นตลบจนทั้งแฟนคลับและศิลปินบอบช้ำไปตามๆ กัน

หลังจากนั้นจึงเริ่มมีข้อโต้แย้งขึ้นว่า ‘อันที่จริงคอนเซปต์ของรายการอาจจะยังไม่ตอบโจทย์กับวงไอดอลมากพอหรือเปล่า?’ เพราะไอดอลทั้ง 20 วงที่มาร่วมรายการ ต่างก็มีแนวเพลงและคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน จึงยากที่จะใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานเดียวกัน ตัดสินออกมาให้ผู้ชมรู้สึกว่ายุติธรรม และพาลตั้งคำถามไปถึงรายการว่าจะสามารถถ่ายทอดแง่มุมที่น่าสนใจของวงการไอดอลออกมาได้ดีพอจริงหรือเปล่า

สำหรับวงการเพลงไทย ปี 2018-2019 ที่ผ่านมาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นปีที่วงคอนเซปต์ไอดอลเฟื่องฟูอย่างถึงที่สุดหลังการมาถึงของเพลง คุ้กกี้เสี่ยงทาย จาก BNK48 ที่ส่งผลให้ในระยะเวลา 2-3 ปีหลังมานี้ มีไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปเลือดใหม่เดบิวต์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก แต่เมื่อลองมาวิเคราะห์ตามจริงแล้ว วงการบังเทิงไทยกลับไม่ได้มีพื้นที่หรือเวทีให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพมากเท่ากับประเทศแม่ที่รับวัฒนธรรมไอดอลมาอย่างญี่ปุ่น ที่มีรายการทีวีอย่าง Music Station ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินซึ่งกำลังปล่อยเพลงใหม่มาแสดงโชว์สดๆในรายการ

หรือแม้แต่ประเทศที่อุตสาหกรรมบันเทิงเฟื่องฟูอย่างเกาหลีใต้ก็ยังมีรายการทีวีอย่าง Inkigayo, Music Bank, Show! Music Core, M Countdown และ Show Champion ที่ฉายให้ดูเรียกได้ว่าแทบจะครบ 7 วัน ทำให้อุตสาหกรรมเพลงเปิดกว้างเพราะศิลปินที่เกิดใหม่มีพื้นที่ให้ได้แสดงศักยภาพที่มีอยู่

แต่มองย้อนกลับมาที่วงการโทรทัศน์ในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ปัจจุบันรายการจำพวก Music Stage อย่างเจ็ดสีคอนเสิร์ต หรือเวทีไทย รายการโชว์เพลงลูกทุ่งต่างก็ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ที่พอจะยังเหลืออยู่บ้างก็คงเป็นรายการแนววาไรตี้อย่าง I can see your voice หรือ The Mask Singer และประกวดร้องเพลงเพื่อหาผู้ชนะที่จะได้แจ้งเกิดในฐานะศิลปินเท่านั้น แต่ไม่มีรายการที่เป็นเหมือนเวทีให้พวกเขาและเธอได้ถ่ายทอดศักยภาพและความหลากหลายของแนวเพลงใหม่ๆ ให้ผู้ชมทั่วไปได้ดู ทำให้มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

งานนี้ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่ารายการ LODI X NEXT IDOL จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางใดให้กับวงการศิลปินแนวไอดอล แต่จากดราม่าที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อาจจะถึงเวลาแล้วที่เหล่าโปรดิวเซอร์และครีเอทีฟไทยควรออกมาตั้งคำถามถึงความหลากหลายของรูปแบบรายการโทรทัศน์อย่างจริงจัง และลองมองหาคอนเซปต์รายการซึ่งพ้นไปจากรายการประกวดหรือแข่งขันที่ขายเพียงแค่ ‘กระแสดราม่า’ ที่เป็นเหมือนดาบสองคม แล้วริเริ่มอะไรใหม่ๆ หากสนใจจะทำรายการเกี่ยวกับดนตรี และไอดอลจริงๆ



ABOUT THE CONTRIBUTOR
ปลายสายรุ้ง

FOLLOW PADTHAI